คำสั่งเบื้องต้นของ Unix
ls|cat|cd|chmod|cp|exit|find|finger|logout|mkdir|mv|passwd|pwd|rm|rmdir|write
คำสั่ง ls
ls เป็นคำสั่งที่ใช้แสดงชื่อไฟล์ (รวมทั้งชื่อไดเรกทอรี่) ในไดเรกทอรี่ที่ระบุ
รูปแบบ ls [<option>] [<directory>]
option -a หมายถึง ให้แสดงไฟล์ที่ถูกซ่อนเอาไว้ด้วย โดยปกติไฟล์ที่ถูกซ่อนเอาไว้จะ
ไม่ถูกแสดงบนจอภาพ ถ้าคำสั่ง ls โดยไม่มี option -a
-F หมายถึงให้แสดงชื่อไฟล์ โดยถ้าเป็นไดเรกทอรี ให้ต่อท้ายชื่อด้วยเครื่องหมาย slash (/)
ถ้าเป็นไฟล์เอ็กซิคิวต์ให้ต่อท้ายด้วยเครื่องหมายดอกจัน (*)
-l เป็นการแสดงชื่อไฟล์โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ เพิ่มเติม และจะแสดงหนึ่งบรรทัด
ต่อหนึ่งไฟล์
option ทั้ง 3 ตัวสามารถใช้ร่วมกันได้
directory หมายถึง ไดเรกทอรีที่ต้องการให้แสดงชื่อไฟล์ ถ้าไม่ระบุไดเรกทอรี คำสั่ง ls จะแสดง
ชื่อไฟล ์ในไดเรกทอรี่ที่กำลังติดต่ออยู่ในขณะนั้น ซึ่งจะเรียกว่าไดเรกทอรีปัจจุบัน
(current director) หรือไดเรกทอรีใช้งาน (working directory)
ตัวอย่าง
ls แสดงชื่อไฟล์ในไดเรกทอรีปัจจุบัน
ls -l แสดงชื่อไฟล์ทุกไฟล์ในไดเรกทอรีปัจจุบัน และให้แสดงผลโดยมีข้อมูลเพิ่มเติม
โดยแสดงหนึ่งบรรทัดต่อหนึ่งไฟล์ เมื่อใช้คำสั่ง ls -l จะแสดงผลดังนี้
-rw-r--r-- 1 jip boss 22016 Sep 25 13:45 Book1.xls
-rw-r--r-- 1 jip boss 4447 Sep 24 16:30 chmod.man
-rw------- 1 jip boss 262144 Nov 1 11:05 core
-rw------- 1 jip boss 335 Oct 19 16:44 dead.letter
-rw-r--r-- 1 jip boss 291 Jan 23 1994 group
drwx------ 2 jip boss 1024 Nov 1 13:16 mail
-rw-r--r-- 1 jip boss 18463 Oct 27 12:51 passwd
drwxr-xr-x 3 jip boss 1024 Aug 29 14:14 public_html
ls -a /usr/bin แสดงชื่อไฟล์ทุกไฟล์ในไดเรกทอรี่ /usr/bin ซึ่งรวมทั้งไฟล์ที่ถูกซ่อนเอาไว้ด้วย
(ไฟล์ที่ถูกซ่อนจะมีชื่อขึ้นต้นด้วยจุด)
ls /usr/bin/m* แสดงชื่อไฟล์ในไดเรกทอรี /usr/bin โดยแสดงเฉพาะไฟล์ที่ขึ้นต้นด้วยตัว m
ls -la แสดงชื่อไฟล์ทุกไฟล์ในไดเรกทอรีปัจจุบัน ซึ่งรวมทั้งไฟล์ที่ถูกซ่อนเอาไว้ด้วย
และให้แสดงผลโดยมีข้อมูลเพิ่มเติม หนึ่งบรรทัดต่อหนึ่งไฟล์
ls -F แสดงชื่อไฟล์ทุกไฟล์ในไดเรกทอรีปัจจุบัน โดยให้แสดงเครื่องหมาย /
หลังชื่อไดเรกทอรี และแสดงเครื่องหมาย * หลังเอ็กซิคิวต์ไฟล์
หมายเหตุ คำสั่งใดก็ตามที่มีผลให้แสดงรายละเอียดบนจอภาพ มากกว่า 1 หน้าจอภาพ
เราจะมองรายละเอียดส่วนต้น ๆ ไม่ทัน ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้โดยส่ง
ส่วนแสดงผล (output) ให้แสดงผ่านคำสั่ง more โดยให้ต่อท้ายคำสั่ง
ด้วย |more จะทำให้มีการแสดงผลทีละ 1 จอภาพ เช่น
ls -la |more (ดูการเปลี่ยนทิศทาง output)
คำสั่ง cat
cat เป็นคำสั่งให้แสดงข้อความที่บรรจุอยู่ในไฟล์ข้อความ (text file) บนจอภาพ
รูปแบบ cat [text file]
ตัวอย่าง
cat listfile.txt แสดงข้อมูลในไฟล์ listfile.txt
cat listfile.txt | more แสดงข้อมูลในไฟล์ listfile.txt ผ่านคำสั่ง more
cat >> readme สร้างไฟล์ readme โดยรับค่าจากแป้นพิมพ์ ถ้าเดิมมีไฟล์ readme อยู่แล้ว
ก็จะเป็นการเพิ่มข้อมูลต่อท้ายไฟล์เดิม ถ้าสั่ง cat ไฟล์ที่ไม่ใช่ text file
บนจอภาพจะปรากฏสัญลักษณ์ที่ไม่สามารถอ่านเข้าใจได้ และบางครั้ง
อาจจะทำให้ไม่สามารถใช้คำสั่งของ Unix ได้อีก (ไม่แสดง prompt
บนจอภาพ) ซึ่งจะต้อง Disconnect และถ้าจะใช้งาน Unix อีก ก็จะต้อง
Connect เข้าสู่ระบบ Unix ใหม่
คำสั่ง cd
cd เป็นคำสั่งที่ใช้ในการเปลี่ยนไดเรกทอรีปัจจุบัน
รูปแบบ cd [directory]
directory หมายถึงไดเรกทอรีที่ต้องการให้เป็นไดเรกทอรีปัจจุบัน (current directory)
ตัวอย่าง
cd / เปลี่ยนไดเรกทอรี่ปัจจุบันไปที่ root
cd .. เปลี่ยนไดเรกทอรีปัจจุบันไปเป็นไดเรกทอรีที่อยู่สูงขึ้นไป 1 ชั้น (หลังจากพิมพ์ cd
จะต้องเว้นวรรคเสมอ)
cd เป็นการเปลี่ยนไดเรกทอรีไปที่ home directory
cd /stu/40hbc/s42002 เปลี่ยนไดเรกทอรีปัจจุบัน ไปที่ /stu/40hbc/s42002
cd ../40hac1 เปลี่ยนไดเรกทอรีปัจจุบัน โดยถอยกลับสูงขึ้นไป 1 ชั้น แล้วต่อไป
ที่ไดเรกทอรี 40hac1
คำสั่ง chmod
chmod เป็นคำสั่งที่ใช้ในการเปลี่ยนการอนุญาตใช้งานไฟล์หรือไดเรกทอรี การใช้คำสั่ง ls -l
เป็นการแสดงชื่อไฟล์และไดเรกทอรี โดยจะแสดงสิทธิในการใช้งาน (การอนุญาตการใช้งาน) ด้วย
รูปแบบที่ 1 chmod <กลุ่มผู้ใช้> <สิทธิการใช้งาน> <ชื่อไฟล์>
รูปแบบที่ 2 chmod <รหัสตัวเลข> <ชื่อไฟล์>
รูปแบบที่ 1
กลุ่มผู้ใช้ u (user) ผู้ใช้ที่เป็นเจ้าของไฟล์นั้น
g (group) ผู้ใช้ที่อยู่ใน group เดียวกันกับเจ้าของไฟล์
o (others) ผู้ใช้อื่น ๆ ที่อยู่คนละกลุ่มกับเจ้าของไฟล์
สิทธิในการใช้งาน x (execute) สิทธิในการเอ็กซิคิวต์ไฟล์ (run ไฟล์) ซึ่งสามารถรัน (run)
โปรแกรมที่อยู่ในไฟล์นั้นได้
r (read) สิทธิในการอ่านไฟล์ อนุญาตให้ดูไฟล์หรือไดเรกทอรี สามารถใช้คำสั่ง cat
หรือ text editor ใด ๆ ดูข้อความในไฟล์นั้นได้ คัดลอกไฟล์ได้ ถ้าเป็นไดเรกทอรี
จะสามารถดูรายการไฟล์ในไดเรกทอรีนั้นได้
w (write) สิทธิในการเขียนไฟล์ จะสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่ในไฟล์นั้นได้
แต่ลบหรือตั้งชื่อใหม่ไม่ได้ เพราะการลบหรือตั้งชื่อใหม่จะต้องได้รับสิทธิ
ในการเขียนในไดเรกทอรี่ที่บรรจุไฟล์นั้น ๆ
(การเพิ่มหรือกำหนดสิทธิ จะใช้เครื่องหมายบวก (+) หน้าสัญลักษณ์ตัวอักษร
ที่แทนสิทธิ และถ้าหน้าสัญลักษณ์ตัวอักษรเป็นเครื่องหมายลบ (-) ถือว่าเป็นการ
ยกเลิกสิทธินั้น ๆ ที่มีอยู่เดิม)
ชื่อไฟล์ หมายถึงชื่อไฟล์หรือชื่อไดเรกทอรีที่ต้องการเปลี่ยนการอนุญาตใช้งาน
ตัวอย่าง
chmod go +r salary เป็นการกำหนดสิทธิในการอ่านไฟล์ salary ให้กับผู้ใช้ใน group
เดียวกัน และผู้ใช้อื่นๆ (ผู้ใช้ทุกคนสามารถอ่านไฟล์ salary ได้)
chmod o -r salary เป็นการยกเลิกสิทธิการอ่านไฟล์ salary สำหรับ user อื่น ๆ
chmod go -rwx customer เป็นการยกเลิกสิทธิทุกอย่างของผู้ใช้ที่อยู่ใน group เดียวกันและ
ต่าง group ในการใช้งานไฟล์ customer เมื่อผู้ใช้ใด ๆ พยายาม
จะอ่านหรือเขียนไฟล์ที่ไม่ได้รับอนุญาต จะปรากฏข้อความว่า
permission denied
รูปแบบที่ 2
รหัสตัวเลข จะเป็นเลขฐาน 8 จำนวน 3 หลัก โดยที่
ตัวเลขหลักที่ 1 หมายถึงสิทธิการใช้งานของเจ้าของไฟล์
ตัวเลขหลักที่ 2 หมายถึงสิทธิการใช้งานของผู้ใช้อื่นที่อยู่ใน group เดียวกับเจ้าของไฟล์
ตัวเลขหลักที่ 3 หมายถึงสิทธิการใช้งานของผู้ใช้อื่นที่อยู่ต่าง group กับเจ้าของไฟล์
ตัวเลขในแต่ละหลัก
0 : ไม่มีการกำหนดสิทธ์
1 : อนุญาตให้ใช้ไฟล์ได้ (execute) เทียบได้กับการกำหนดอักขระ - - x
2 : อนุญาตให้เขียนไฟล์ได้ เทียบได้กับการกำหนดอักขระ - w -
3 : อนุญาตให้ใช้ไฟล์ (execut) และเขียนไฟล์ (write) ได้ (3 เป็นค่ารวมของ 1+2)
เทียบได้กับการกำหนดอักขระ - wx
4 : อนุญาตให้อ่านไฟล์ได้ (read) r - -
5 : อนุญาตให้อ่านและใช้งานไฟล์ (execute) เทียบได้กับการกำหนดอักขระ r - x
(5 เป็นค่ารวมของ 1+4)
6 : อนุญาตให้เขียนและอ่านไฟล์ได้ เทียบได้กับการกำหนดอักขระ rw - (6 เป็นค่ารวมของ 2+4)
7 : อนุญาตให้ใช้งาน (execute) อ่านและเขียนไฟล์ได้ เทียบได้กับการกำหนดอักขระ rwx
(7 เป็นค่ารวมของ 1+2+4)
ตัวอย่าง
chmod 751 person หมายถึงกำหนดการอนุญาตการใช้งานไฟล์ person ดังนี้
เจ้าของไฟล์ เลข 7 มีสิทธิทุกอย่าง คือ อ่านไฟล์ ( r ) เขียนไฟล์ ( w ) และใช้งาน (execute) ไฟล์ ( x )
ผู้ใช้กลุ่มเดียวกัน เลข 5 มีสิทธิในการอ่านไฟล์ ( r ) และใช้งานไฟล์(x)
ผู้ใช้อื่น ๆ เลข 1 มีสิทธิในการใช้งานไฟล์ ( x ) อย่างเดียว
คำสั่ง cp
เป็นคำสั่งที่ใช้ในการก๊อปปี้ไฟล์
รูปแบบ cp <old_file> [<new_file>]
old_file หมายถึงไฟล์ต้นฉบับที่จะทำการก๊อปปี้
new_file หมายถึงชื่อไฟล์ใหม่ที่ได้จากการก๊อปปี้
การระบุชื่อไฟล์ต้นทางและไฟล์ปลายทางจะต้องระบุตำแหน่งไดเรกทอรี (path) ด้วย
ถ้าไม่ระบุจะถือว่าเป็นไดเรกทอรีปัจจุบัน ส่วนชื่อไฟล์ใหม่ถ้าไม่ระบุจะถือว่า
มีชื่อเหมือนกับไฟล์ต้นฉบับ
ตัวอย่าง
cp /home/httpd/html/index.html index1.html
เป็นการสั่งก๊อปปี้ไฟล์ index.html จากไดเรกทอรี /home/httpd/html มาไว้ที่ไดเรกทอรีปัจจุบัน
และเปลี่ยนชื่อเป็น index1.html ถ้าในคำสั่งไม่ระบุชื่อไฟล์ใหม่ (index1.html) แสดงว่าไฟล์ใหม่
จะใช้ชื่อเดิมคือ index.html กรณีที่ตำแหน่งปลายทางของการก๊อปปี้มีชื่อไฟล์ที่เหมือนกันอยู่ก่อนแล้ว
ไฟล์เดิมที่มีอยู่จะถูกลบและถ้า user ไม่มีสิทธิ์ลบไฟล์ที่มีอยู่ก่อน การก๊อปปี้ครั้งนั้นก็จะล้มเหลว
คำสั่ง exit
exit เป็นคำสั่งสำหรับออกจากระบบ
รูปแบบ exit
มีผลเหมือนกับคำสั่ง logout หรือกดปุ่ม Ctrl-D
คำสั่ง find
find เป็นคำสั่งที่ใช้ในการค้นหาไฟล์
รูปแบบ find <จุดเริ่มค้นหา> -name <ชื่อไฟล์ที่ต้องการค้นหา> -print
จุดเริ่มค้นหา คือตำแหน่งที่จะเริ่มการค้นหา ใช้จุด (.) ถ้าเริ่มค้นจากไดเรกทอรีปัจจุบัน
หรือใช้ slash (/) ถ้าเริ่มค้นหาจาก root
ชื่อไฟล์ที่ต้องการค้นหา จะพิมพ์ชื่อไฟล์ที่ต้องการค้นหาตรงตัว หรือจะใช้ไวล์การ์ดก็ได้
ตัวอย่าง
find . -name sala* -print สั่งให้ค้นหาไฟล์ที่มีชื่อขึ้นต้นด้วย sala โดยเริ่มจากไดเรกทอรีปัจจุบัน
ถ้าพบแล้วให้แสดงรายชื่อไฟล์และไดเรกทอรีที่ค้นพบบนจอภาพ
คำสั่ง finger
finger เป็นคำสั่งขอดูรายละเอียดของผู้ใช้แต่ละคนในระบบขณะนั้น
finger [[login name]@hostname]
ตัวอย่าง
finger บนจอภาพจะแสดงรายละเอียดของผู้ที่ login เข้าในระบบขณะนั้น โดยแต่ละคน
จะแสดงชื่อล๊อกอิน (login name) ชื่อเต็ม ชื่อเทอร์มินัล เวลาที่ปล่อยเทอร์มินัลทิ้งไว้
วันเวลาที่ login เข้ามา มาจากที่ใหน
finger jip
jip bc> finger
titikul@nontri.ku.ac.th
[bc.ptech.ac.th]
Login: jip Name: charoenchit baltip
Directory: /users/jip Shell: /bin/bash
On since Wed Nov 11 00:01 (EST) on ttyp0 from 203.150.187.138
Mail last read Tue Nov 10 20:58 1998 (EST)
No Plan.
คำสั่ง finger ที่ระบุชื่อ user ต่อท้าย เป็นการใช้ดูรายละเอียดของ user ที่ระบุ โดย Unix จะบอก
รายละเอียดว่า user นี้ชื่อเต็มว่าอะไร home directory อยู่ที่ใด ใช้ shell อะไร login เข้ามาครั้งสุดท้าย
เมื่อใด จากที่ใหน อ่านจดหมายครั้งสุดท้ายเมื่อใด และมีแผนการอย่างไร แต่ถ้าหากไม่มีชื่อผู้ใช้
ที่ระบุอยู่ในระบบ จะปรากฏข้อความดังนี้
finger titikul
finger: titikul: no such user.
คำสั่ง finger สามารถถามหาผู้ใช้ที่อยู่ต่างเครื่องได้ เช่น ในขณะที่ login เข้ามาใช้เครื่อง
bc.ptech.ac.th แล้วถามว่ามีใครใช้เครื่อง nontir.ku.ac.th อยู่บ้าง ซึ่งจะมีข้อความปรากฏดังนี้
finger @nontri.ku.ac.th
[nontri.ku.ac.th]
Login Name TTY Idle When Where
sthanapo MR. Thanapong SUWANA *pts/0 Tue 23:52 aries.psu.ac.th
teerawat Theerawat HUNGSAPRUE pts/1 Sun 20:36 203.154.130.64
cvirasak Virasakdi CHONGSUVIV *pts/6 Fri 17:17 203.154.164.130
hsakorn Sakorn HANGSAPREAK *pts/3 2d Thu 15:06 192.100.77.155
jboonek Boonek JUNSIRIMONGKO pts/2 Tue 02:23 ratree.psu.ac.th
vsangsur Sangsuree VASUPONGAY *pts/4 Tue 21:27 libra.psu.ac.th
ถ้าระบุชื่อ user หน้าเครื่องหมาย @ จะหมายถึงถามรายละเอียดของ user นั้นบนเครื่องที่ระบุ
หลังเครื่องหมาย @ (user ที่ถูกถามถึงไม่จำเป็นจะต้อง login อยู่ในขณะนั้น) เช่นอยากทราบว่า
บนเครื่อง talung.pt.ac.th มี user ที่ชื่อ preedee หรือไม่ ก็ต้องสั่งว่า finger
preedee@talung.pt.ac.th
คำสั่ง logout
logout เป็นคำสั่งสำหรับออกจากระบบ
รูปแบบ logout
มีผลเหมือนกับคำสั่ง exit หรือกดปุ่ม Ctrl-D
คำสั่ง mkdir
mkdir เป็นคำสั่งสำหรับใช้สร้างไดเรกทอรีใหม่
รูปแบบ mkdir <directory>
directory หมายถึงไดเรกทอรีที่ต้องการสร้าง
ตัวอย่าง
mkdir data2 เป็นการสร้างไดเรกทอรีใหม่ชื่อ data2 ในไดเรกทอรีปัจจุบัน
mkdir /user/jip/counter เป็นการสร้างไดเรกทอรีใหม่ ชื่อ counter อยู่ภายใต้ไดเรกทอรี jit
ซึ่งไดเรกทอรี jip เป็นไดเรกทอรีที่อยู่ที่อยูภายใต้ไดเรกทอรี user
และ ไดเรกทอรี user ก็อยู่ภายใต้เดเรกทอรี root user ที่จะสร้าง
ไดเรกทอรีใหม่ภายใต้ไดเรกทอรีใดก็ตาม จะต้องมีสิทธิในการเขียน
ในไดเรกทอรีนั้น จากตัวอย่างข้างต้น ผู้จะสร้างไดเรกทอรี counter
จะต้องมีสิทธิ์ในการเขียน (write permission) ใน directory jip และ
และภายใต้ directory jip จะต้องไม่มีไดเรกทอรี counter อยู่ก่อน
มิฉนั้นจะสร้างไม่ได้
คำสั่ง mv
mv เป็นคำสั่งสำหรับเปลี่ยนชื่อไฟล์ หรือย้ายไฟล์
รูปแบบ mv <old_file> <new_file>
old_file หมายถึงชื่อไฟล์ที่ต้องการเปลี่ยนชื่อหรือย้ายไฟล์
new_file หมายถึงชื่อไฟล์ใหม่หลังการเปลี่ยนชื่อหรือย้ายไฟล์
กรณีเปลี่ยนชื่อไฟล์ ทำโดยใช้คำสั่ง mv แล้วตามด้วยชื่อปัจจุบันของไฟล์ที่ต้องการจะเปลี่ยน
แล้วตามด้วยชื่อใหม่ของไฟล์ เช่น
mv stu_name.txt sname.txt เป็นการเปลี่ยนชื่อไฟล์จาก stu_name.txt เป็น sname.txt
กรณีย้ายไฟล์ ทำโดยใช้คำสั่ง mv แล้วตามด้วยชื่อปัจจุบันของไฟล์ที่ต้องการย้าย
และชื่อไดเรกทอรีที่ต้องการให้ไฟล์นั้นไปอยู่ เช่น
mv pict02.gif ./mypict เป็นการย้ายไฟล์ pict02.gif จากไดเรกทอรีปัจจุบันไปไว้ในไดเรกทอรี
mypict ซึ่งเป็นไดเรกทอรีที่อยู่ต่อไปจากไดเรกทอรีปัจจุบัน
คำสั่ง passwd
passwd เป็นคำสั่งสำหรับตั้งรหัสผ่าน (password) สำหรับ user ที่ยังไม่มีรหัสผ่าน แต่สำหรับ user
ที่มีรหัสผ่านอยู่แล้ว คำสั่ง passwd ถือเป็นคำสั่งสำหรับเปลี่ยนรหัสผ่าน
รูปแบบ passwd
เมื่อพิมพ์ passwd บนจอภาพจะปรากฏข้อความให้ป้อนรหัสผ่านเดิมที่มีอยู่ (กรณีมีรหัสผ่าน
อยู่ก่อนแล้ว) ด้วยข้อความ
Changing password for jit
(current) UNIX password:
จากนั้นจะปรากฏข้อความให้ป้อนรหัสผ่านใหม่
New UNIX password:
แต่ถ้ารหัสผ่านไม่ถูกต้อง Unix จะแจ้งด้วยข้อความต่าง ๆ กัน ตามลักษณะของความไม่ถูกต้อง เช่น
BAD PASSWORD: it is too short
BAD PASSWORD: it is too simplistic/systematic
BAD PASSWORD: it's WAY too short
BAD PASSWORD: it is based on a dictionary word
BAD PASSWORD: it does not contain enough DIFFERENT characters
Password unchanged
เมื่อป้อนรหัสผ่านได้ถูกต้องตามข้อกำหนดระบบจะให้ป้อนรหัสผ่านช้ำอีกครั้งหนึ่ง
Retype new UNIX password:
ถ้าป้อนรหัสผ่านตรงกับครั้งแรกจะปรากฏข้อความ
passwd: all authentication tokens updated successfully
ซึ่งถือว่าเสร็จสิ้นการตั้งหรือเปลี่ยนรหัสผ่าน แต่ถ้าป้อนไม่ตรงกับครั้งแรก ระบบจะแจ้ง
sorry, passwords do not match
ซึ่งถือว่าการตั้งหรือเปลี่ยนรหัสผ่านล้มเหลว จะต้องเริ่มต้นด้วยการพิมพ์คำสั่ง passwd ใหม่
คำสั่ง pwd
pwd เป็นคำสั่งสำหรับแสดงไดเรกทอรีปัจจุบัน (current directory) หรือไดเรกทอรีที่กำลังใช้งาน
เพื่อ user จะได้ทราบว่าขณะนั้นกำลังติดต่ออยู่กับไดเรกทอรีใด
รูปแบบ pwd
ตัวอย่าง
pwd
/stu/40hbc/s402002
แสดงว่าขณะนี้ผู้ใช้กำลังติดต่ออยู่กับไดเรกทอรี /stu/40hbc/s402002 หรือหมายถึง
ไดเรกทอรี /stu/40hbc/s402002 เป็นไดเรกทอรีปัจจุบันนั่นเอง
คำสั่ง rm
rm เป็นคำสั่งสำหรับลบไฟล์ ผู้ที่จะลบไฟล์ใด ๆ ได้ จะต้องมีสิทธิ์ในการเขียนไฟล์นั้น ๆ ด้วย
รูปแบบ rm [option] <file>
file หมายถึงชื่อไฟล์ที่ต้องการลบ
option เป็นเงื่อนไขสำหรับการลบไฟล์ในครั้งนั้น ๆ ซึ่ง option ประกอบด้วย
-r เป็นการลบไฟล์ทั้งหมดพร้อมทั้งไดเรกทอรีด้วย
-f เป็นการลบไฟล์ทั้งหมด ยกเว้นไฟล์ที่ไม่อนุญาตให้เขียน
-i เป็นการลบไฟล์โดยที่ก่อนจะลบในแต่ละไฟล์ จะมีคำถามให้ยืนยันว่าจะลบหรือไม่
ตัวอย่าง
rm data1 เป็นการสั่งให้ลบไฟล์ data1 ซึ่งอยู่ในไดเรกทอรีปัจจุบัน
rm /user/jip/test01 เป็นการสั่งลบไฟล์ test01 ซึ่งอยู่ในไดเรกทอรี /user/jip
rm -i /home/ftp/s* เป็นการสั่งลบไฟล์ทุกไฟล์ ที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยตัวอักษร s ที่อยู่ในไดเรกทอรี
/home/ftp และก่อนลบแต่ละไฟล์ให้ถามก่อนว่าจะลบหรือไม่
คำสั่ง rmdir
rmdir เป็นคำสั่งสำหรับใช้ลบไดเรกทอรีที่ต้องการ
รูปแบบ rmdir <directory>
directory หมายถึงชื่อ